ดวงจันทร์ กับเกร็ดน่ารู้จากภูมิปัญญาคนเรือ
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า วิถีโคจรของดวงจันทร์ หรือ Moonphase ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้เดินเรือโดยตรง แต่มันเป็นข้อมูลการสังเกตุธรรมชาติที่คนเรือใช้ประเมินท้องทะเลก่อนการเดินเรือมายาวนาน ได้แก่
- คืนนี้มีแสงมากหรือน้อย
- ดวงจันทร์จะอยู่บนฟ้าช่วงไหน
- ทะเลอยู่ในช่วงน้ำขึ้นลงแบบใด
- ควรระวังอะไรในการเดินเรือ
และนี่คือแนวคิดสำคัญที่อยากให้คนเรือรุ่นใหม่เรียนรู้จากคนเรือรุ่นเก่า ก่อนจะมี GPS คนเรือดูฟ้าเพื่ออ่านทะเล แม้นว่าวันนี้เรามี GPS แล้ว ก็ยังควรดูท้องฟ้าเพื่อทำความเข้าใจทะเลอยู่ดี เพราะเครื่องมืออาจบอกเราได้ว่า “เราอยู่ที่ไหน” แต่การดูและทำความเข้าใจกับธรรมชาติจะช่วยบอกว่า “ทะเลกำลังเป็นอย่างไร”
Moonphase คืออะไร
Moonphase หรือข้างขึ้น–ข้างแรม คือการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของดวงจันทร์ที่เรามองเห็นจากโลก อันเกิดจากตำแหน่งสัมพันธ์ระหว่าง ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์
ความจริงดวงจันทร์ที่เราเห็นไม่ได้มีการเปลี่ยนรูปร่างจริง ๆ ในแต่ละช่วงเวลา แต่ที่เรามองเห็นรูปร่างดวงจันทร์เปลี่ยนไปเพราะเกิดจากส่วนที่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์และหันมาทางโลกให้เราเห็นมีการเปลี่ยนไปตามตำแหน่งของดวงจันทร์ ซึ่งหนึ่งรอบการโคจรจริงๆ ของดวงจันทร์จะใช้เวลาเพียงประมาณ 29.53 วัน
สิ่งที่เราสามารถรู้ได้จาก Moonphase
1. รู้ว่า “คืนนี้มีแสงจันทร์มากแค่ไหน”
นี่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อการเดินเรือในเวลากลางคืน เช่น
- วันเพ็ญมีแสงจันทร์มาก ทำให้มองเห็นสภาพแวดล้อมบนทะเลได้ง่ายขึ้น
- เดือนดับ กลางคืนมืดกว่า เหมาะแก่การเห็นดาวได้ชัดขึ้น แต่การมองเห็นสิ่งต่าง ๆ บนผิวน้ำทำได้ยากขึ้น
ดังนั้นก่อนออกเรือกลางคืน คนเรือควรรู้ว่า คืนนี้เป็นช่วง Moonphase ใด
2. รู้เวลาคร่าว ๆ ที่ดวงจันทร์จะขึ้นและตก
เคล็ดลับการจำง่าย ๆ จำไว้ว่า ในแต่ละวันดวงจันทร์จะโคจรมาถึงตำแหน่งเดิมบนท้องฟ้าช้าลงประมาณ 50 นาที แล้วใช้เวลา 18.00 น. ของวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เป็นเกณฑ์เวลาตั้งต้น เพื่อหาตำแหน่งดวงจัทร์ในแต่ละวัน เพื่อให้จำง่ายขึ้นอีกดังนี้ดังนี้
วันขึ้น 15 ค่ำ พระจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก (ตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ตกพอดี จึงได้รับแสงอาทิตย์เต็มที่ เราจึงเห็นจันทร์เต็มดวง) ทุกวันดวงจันทร์ใช้เวลาโคจรรอบโลกประมาณ 24 ชั่วโมง ของจริงจะช้าไปอีกประมาณ 50 นาทีดวงจันทร์จึงจะโคจรมาถึงตำแหน่งเดิมบนท้องฟ้า ดังนั้นคำนวณง่ายๆ คือ อีก 6 ชั่วโมง พระจันทร์ตรงศีรษะ และอีก 6 ชั่วโมงต่อมาพระจันทร์ก็ตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก
วันแรม 15 ค่ำ พระจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันตก (ตรงกับดวงอาทิตย์ตกพอดี จึงบังแสงอาทิตย์เต็มที่ เราจึงเห็นจันทร์มืดสนิท) ดังนั้นคำนวณง่ายๆ คือ อีก 6 ชั่วโมง พระจันทร์จะอยู่ใต้โลก(ใต้เท้าเราจึงมองไม่เห็น) และอีก 6 ชั่วโมงต่อมาพระจันทร์ก็จะโผล่ให้เห็นทางขอบฟ้าทิศตะวันออกพร้อมดวงอาทิตย์อีก
เมื่อถอดสูตรวิธีคำนวณง่ายๆ เราจะมองหาตำแหน่งดวงจันทร์ได้ดังนี้
- จันทร์เพ็ญ ขึ้น15 ค่ำ พระจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เวลา 18.00 น. เคลื่อนไปทางทิศตะวันตกจนตรงศีรษะเวลา 24.00 น. และจะตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเวลา 06.00 น.
- แรม 1 ค่ำ พระจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เวลา 18.50 น. (+อีก 50 นาที) เคลื่อนไปทางทิศตะวันตกจนตรงศีรษะเวลา 24.50 น. และจะตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเวลา 06.50 น.
- แรม 2 ค่ำ พระจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เวลา 19.40 น. (+อีก 50 นาที) เคลื่อนไปทางทิศตะวันตกจนตรงศีรษะเวลา 01.40 น. และจะตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเวลา 07.40 น. วันอื่นๆ ก็คำนวณแบบเดียวกันจนถึง…
- แรม 8 ค่ำ โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เวลา 24.00 น. เคลื่อนไปทางทิศตะวันตกจนตรงศีรษะเวลา 06.00 น. และจะตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเวลา 12.00 น.
- จันทร์ดับ แรม 15 ค่ำ โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันตก เวลา 18.00 น. หลังจากนั้นก็มองไม่เห็น
- ขึ้น 8 ค่ำ โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เวลา 12.00 น. เคลื่อนไปทางทิศตะวันตกจนตรงศีรษะเวลา 18.00 น. และจะตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเวลา 24.00 น
ดังนั้นถ้าเรารู้เวลาและเห็นตำแหน่งของจันทร์ เราก็คำนวณข้างขึ้นข้างแรมได้ไม่ยาก และกลับกัน ถ้าเรารู้วันข้างขึ้นข้างแรมและเวลา เราก็คำนวณทิศตำแหน่งของดวงจันทร์ได้ไม่ยาก แต่อาจต้องชดเชยมุมเอียดของวิถีโคจรในแต่ละช่วงฤดูกาลของภูมิประเทศด้วย
3. ดวงจันทร์เชื่อมโยงกับน้ำขึ้นน้ำลง
นี่คือเรื่องที่สำคัญมากสำหรับคนเรือ ในช่วงเดือนดับ และวันเพ็ญ แรงดึงน้ำในมหาสมุทรจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มีผลเสริมกัน ทำให้เกิดช่วง Spring Tide โดยทั่วไปจะมีความแตกต่างระหว่างน้ำขึ้นสูงสุดกับน้ำลงต่ำสุดมากขึ้น รวมถึงน้ำทะเลไหลแรงขึ้น ที่คนทะเลไทยเรียกว่า “น้ำเกิด”
ส่วนช่วง ขึ้น 8 ค่ำ และแรม 8 ค่ำ จะเป็นช่วงที่แรงดึงของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์หักล้างกันทำให้เกิด Neap Tide หรือ “น้ำตาย” ซึ่งโดยทั่วไปความแตกต่างระหว่างน้ำขึ้นและน้ำลงจะน้อยลง จึงมีหลักจำง่าย ๆ ว่า
- เดือนดับ + วันเพ็ญ = น้ำขึ้นน้ำลงต่างระดับกันมากขึ้น หรือน้ำเกิด
- จันทร์ครึ่งดวง = น้ำขึ้นน้ำลงต่างระดับกันน้อยลง หรือน้ำตาย
แต่ต้องย้ำว่า Moonphase ไม่สามารถบอกเวลาน้ำขึ้นน้ำลงของสถานที่หนึ่งได้โดยตรง เพราะเวลาจริงยังขึ้นอยู่กับตำแหน่งชายฝั่ง ลักษณะอ่าว ความลึก กระแสน้ำ และปัจจัยทางภูมิศาสตร์ เช่น กรุงเทพของประเทศไทย จะมีน้ำขึ้นสูงสุดหลังจากตำแหน่งดวงจันทร์ตรงศีรษะไปแล้ว 4 ชั่วโมงกับอีก 40 นาที ส่วนพื้นที่อื่นๆ ของไทย ก็ปรับเพิ่มลดเอาตามตำแหน่งเส้นรุ้งเส้นแวง แต่ถ้าขี้เกียจหาก็พออนุโลมใช้ตัวเลขเวลา 4.40 ชั่วโมงบวกไปเลยก็พอจะใช้ได้บ้าง ชาวเรือเก่งๆ จึงสามารถบอกเวลาน้ำขึ้นน้ำลงได้แม่นยำด้วยเหตุผลนี้เอง
และเมื่อรู้จังหวะเวลาน้ำขึ้นน้ำลง ชาวเรือจึงสามารถคำนวณช่วงเวลาที่จับปลาได้มากได้ง่ายขึ้นอีก ซึงเป็นหลักคิดในการพัฒนานาฬิกาในกลุ่มซีรีส์ G-LIDE ของ casio ที่ออกแบบมาสำหรับคนที่ชอบกีฬาทางน้ำ(ทะเล) โดยเฉพาะ
หลักสูตรการอบรมของไทยสปีดโบ๊ท
ไทยสปีดโบ๊ท เป็นหลักสูตรการอบรมระยะสั้นในกลุ่มวิชาชีพขาดแคลนที่เป็นความร่วมมือทางการศึกษาในรูปแบบพหุภาคีทั้งภาคเอกชน ราชการ และการศึกษาทั้งในระดับอาชีวะและมหาวิทยาลัย เปิดอบรมการใช้เรือสปีดโบ๊ทแบบครบวงจรตั้งแต่การใช้เรือ การขับเรือ การซ่อมบำรุงรักษาเรือตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่จบไปแล้วยังสามารถเทียบโอนหน่วยกิตลดเวลาเรียนในสาขาวิศวกรรมเครื่องกลเรือความเร็วสูงและการเดินเรือ ในรูปแบบพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ทำงานประจำโดยเฉพาะ
เตรียมเปิดรับสมัคร หลักสูตรช่างซ่อมบำรุงเครื่องยนต์เรือสปีดโบ๊ทและทักษะการใช้เรือขั้นพื้นฐาน (30 ชั่วโมง)
สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้การซ่อมบำรุงเครื่องยนต์เรือสปีดโบ๊ท การดูแลเรืออย่างถูกวิธี และทักษะการใช้เรือขั้นพื้นฐาน โดยเน้นการเรียนจากประสบการณ์จริง เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปใช้งานได้จริง จบแล้วได้รับใบประกาศนียบัตรนายท้ายเรือเดินทะเล และคนคุมเครื่องจักรยนต์(ช่างเครื่อง)
ผู้ผ่านการอบรมสามารถนำใบประกาศนียบัตรไปใช้เทียบโอนหน่วยกิต เพื่อศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาตรีภาคพิเศษ "วิศวกรรมเครื่องกลเรือความเร็วสูงและการเดินเรือ" ตามหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย
📌 เปิดรับสมัครเร็ว ๆ นี้ สอบถามเพิ่มเติมที่
โทร. 0846259929 line: แอดมิน@rka หลักสูตรที่กำลังเปิดรับสมัคร
